- เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เพิ่มภาษีนำเข้าไวน์ สุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหภาพยุโรปสูงถึงร้อยละ 200 หากสหภาพยุโรปยืนยันขึ้นภาษีนำเข้าเบอร์เบินวิสกี้จากสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 50 ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้การที่สหรัฐฯปรับขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมนำเข้าจากสหภาพยุโรปร้อยละ 25
- จากข้อมูลขององค์การการค้าโลก (WTO) สหรัฐฯ เป็นประเทศผู้นำเข้าหลักสำหรับไวน์และสุราจากสหภาพยุโรปโดยในปี 2023 มีมูลค่าการนำเข้ามากกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากมาตรการขึ้นภาษีเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของยุโรปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหลักดังนี้ :
-
- ไวน์ สหภาพยุโรปส่งออกไวน์ไปสหรัฐฯปริมาณ 1 ใน 3 ของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยฝรั่งเศสจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯสูงถึง 2.62 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 จากข้อมูลของสมาพันธ์ผู้ประกอบการไวน์และสุราฝรั่งเศส ปัจจุบันภาษีนำเข้าไวน์จากสหภาพยุโรปอยู่ในระดับร้อยละ 0.8 คิดเป็นราคาขายในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น 10 เซ็นต์/ลิตร นาย Nicolas Ozanam ผู้อำนวยการสมาพันธ์กล่าวว่าหากขึ้นภาษีเป็นอัตราร้อยละ 200 จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไวน์ฝรั่งเศสอย่างรุนแรง
- แชมเปญ จากข้อมูลของ WTO ในปี 2023 สหภาพยุโรปส่งออกแชมเปญไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 6พันล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะการส่งออกจากฝรั่งเศสคิดเป็นจำนวน 26.9 ล้านขวด หรือ 879 ล้านเหรียญ/ปี นาง Natalie Taittinger ประธานบริษัท Taittinger เจ้าของแบรนด์แชมเปญในชื่อเดียวกันและเป็นผู้นำตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ กล่าวว่าการขึ้นภาษีร้อยละ 200 จะส่งผลให้ราคาแชมเปญในสหรัฐฯต่อขวดอาจพุ่งจาก 60 เหรียญเป็น 180 เหรียญ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
- คอนยัค ตามข้อมูลของ Distilled Spirits Council of the United States สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกคอนยัคอันดับ 1 ของฝรั่งเศส คิดเป็นมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ การปรับขึ้นภาษีจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานในประเทศมากกว่า 70,000 คน หลังจากที่ในปี 2024 ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายคว่ำบาตรคอนยัคฝรั่งเศสของจีน ส่งผลให้ยอดส่งออกไปยังจีน ฮ่องกงและสิงคโปร์ลดลงถึงร้อยละ 25
- วอดก้า แบรนด์วอดก้าหลายแบรนด์จากสหภาพยุโรปจะได้รับผลกระทบ ฝรั่งเศสส่งสินค้าวอดก้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 466 ล้านเหรียญสหรัฐ ( แบรนด์ Absolut บริษัท Pernod Ricard และ Belvedere บริษัท LVMH ฯลฯ) ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ (325 ล้าน), สวีเดน (148 ล้าน) และโปแลนด์ (64 ล้าน) ก่อนหน้านี้ในปี 1997 สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้ทำข้อตกลงยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสุรากลั่นจากสหภาพยุโรป ส่งผลให้ตลาดขยายตัวตั้งแต่นั้นมาร้อยละ 450 จนกระทั่งในปี 2018 เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังการรับตำแหน่งของปธน.ทรัมป์สมัยแรก
- ไอริชวิสกี้ส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2024 คิดเป็นมูลค่า 135 ล้านเหรียญสหรัฐ นาย Eoin Ó Catháin ผู้อำนวยการสมาคมผู้ประกอบการไอริชวิสกี้กล่าวว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยรวมทั้งการจ้างงานและการลงทุน
- เบียร์ ในปี 2023 สหภาพยุโรปส่งออกเบียร์ไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบได้กับร้อยละ 40 ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันสินค้าชนิดนี้ไม่มีการเสียภาษีนำเข้า โดยมีเนเธอร์แลนด์ (แบรนด์ Heineken) เป็นผู้ส่งออกเบียร์ไปยังสหรัฐฯ เป็นอันดับสอง รองจากเม็กซิโก
-
ความเห็นสคต.
แม้ว่าการประกาศขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงเป็นเพียงการข่มขู่ แต่ก็ได้ทำให้สถานการณ์ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปทวีความตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไวน์และสุราของฝรั่งเศส ซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก
ธุรกิจไวน์และสุรา เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของอุตสาหกรรมจากผลผลิตทางการเกษตร โดยมีปริมาณการส่งออกในสัดส่วนใกล้เคียงกับ 1 ใน 4 ( 16,200 ล้านยูโร) ของมูลค่าการส่งออกสินค้าการเกษตรทั้งหมด (70,000 ล้านยูโร) ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ
อย่างไรก็ตามขณะนี้สหภาพยุโรปกำลังเร่งหามาตรการรับมือ และเตรียมตอบโต้สงครามการค้าอย่างรอบคอบ โดยสินค้าที่อาจจะเป็นประเด็นต่อไปได้แก่ สินค้าเครื่องสำอาง ซึ่งทาง สคต. ปารีส จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ทราบในโอกาสต่อไป
ที่มาของข่าว
ข้อมูลจาก Les Echos
https://www.lesechos.fr/industrie-services/conso-distribution/surtaxe-de-200-quels-risques-pour-les-alcools-europeens-2153990