“สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทราบคือ เทสลาไม่ได้รอดพ้นจากผลกระทบนี้ ภาษีใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อเทสลาอย่างมีนัยสำคัญ ภาษีใหม่จะส่งผลต่อราคาชิ้นส่วนรถยนต์เทสลาที่นำเข้ามาจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งผลกระทบด้านต้นทุนนี้นับว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก”
แม้ว่าเทสลาจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากภาษีนี้ เนื่องจากรถยนต์ส่วนใหญ่ผลิตในสหรัฐฯ และชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ก็จัดหาภายในประเทศ แต่ก็ยังต้องพึ่งพาจีนในการจัดหาชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น แบตเตอรี่ ซึ่งภาษีก็จะมีผลกระทบอยู่ดี
นาย Art Wheaton ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการขนส่งและผู้อำนวยการด้านแรงงานศึกษาของคณะอุตสาหกรรมและแรงงานสัมพันธ์แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล กล่าวกับรายการ CBS MoneyWatch ว่าคู่แข่งของเทสลาอย่างริเวียน (Rivian) อาจได้รับผลกระทบในระดับที่ใกล้เคียงกัน และเชื่อว่าเทสลาและริเวียนจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ดีกว่า เนื่องจากการผลิตทั้งหมดอยู่ในสหรัฐฯ (แม้ว่าชิ้นส่วนบางอย่างจะไม่ได้ผลิตในประเทศก็ตาม)
General Motors (GM) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ 3 รายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมกับ Stellantis และ Ford ซึ่งตามข้อมูลจาก Cox Automotive คาดการณ์ว่า GM จะได้รับผลกระทบจากภาษีรถยนต์ครั้งใหม่นี้มากที่สุด GM ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองดีทรอยต์ ผลิตรถยนต์ที่จัดจำหน่ายในสหรัฐฯ ภายในประเทศเพียง 45% ซึ่งหมายความว่าอีก 55% ของรถยนต์จาก GM จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า GM ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ Chevrolet, Buick, GMC และ Cadillac ลงทุนสูงมากในเม็กซิโกและแคนาดาซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักของรถบรรทุก
Stellantis ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์อย่าง Jeep, Chrysler, Dodge และ Ram ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากภาษีนำเข้ารถยนต์เช่นกัน โดย Stellantis ผลิตรถยนต์ประมาณ 73%-75% ภายในประเทศเพื่อจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่าภายใต้นโยบายภาษีใหม่นี้รถบรรทุก RAM ของ Stellantis ซึ่งปกติมีราคา 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำเข้ามาจัดจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ
Ford เป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ที่มีความพร้อมรับมือกับภาษีใหม่นี้ได้ดีกว่าผู้ผลิตรายอื่น ตามการวิเคราะห์ของนาง Erin Keating จาก Cox Automotive พบว่า 80% ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ Ford จำหน่ายนั้นผลิตในสหรัฐฯ และจะไม่ต้องเผชิญปัญหาภาษีนำเข้า 25% อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนที่เหลือที่นำเข้ามาเพื่อใช้ประกอบในรถยนต์ Ford ก็อาจถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ได้ รถยนต์ Ford ที่ผลิตในสหรัฐฯ ได้แก่ รถบรรทุก F-150 และรุ่นอื่นๆ ส่วนรถยนต์ขนาดเล็กบางรุ่น เช่น รถบรรทุก Maverick และ รถ SUV Bronco Sport นั้น ผลิตในเม็กซิโกก็จะได้รับผลกระทบจากภาษี
ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota และ Honda ส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนจำนวนมากจากญี่ปุ่นมายังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ของทั้งสองบริษัท Toyota และ Honda มีโรงงานขนาดใหญ่ในแคนาดาเช่นกัน จึงทำให้ทั้งสองบริษัทนี้เสี่ยงที่จะมีต้นทุนทางการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากภาษี สถานการณ์เดียวกันนี้ จะเกิดผลกระทบกับผู้ผลิตรถยนต์จากเกาหลีใต้ เช่น Hyundai และ Kia ด้วย
ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี เช่น BMW และ Volkswagen (ที่ผลิตรถยนต์ Audi) ต่างก็มีโรงงานขนาดใหญ่ในเม็กซิโก เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของรถเยอรมันเหล่านี้จะถูกเก็บภาษีชิ้นส่วนยานยนต์โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ และอาจส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อผู้ผลิต BMW ที่ผลิตเครื่องยนต์จำนวนมากในเยอรมนีและส่งไปประกอบที่เมืองเซาท์แคโรไลนา นอกจากนี้ Mercedes-Benz ก็มีการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกัน โดยส่งเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจากเยอรมนีไปยังโรงงานในอลาบามาที่ผลิต SUV ดังนั้นการเก็บภาษีนำเข้า 25% อาจส่งผลกระทบต่อทั้งรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของ BMW และ Mercedes
นาย Art Wheaton กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมคิดว่าไม่มีแบรนด์ไหนที่จะรอดพ้น เพราะไม่มีแบรนด์ไหนที่ผลิต 100% ในสหรัฐฯ ทุกแบรนด์ล้วนมีผลิตภัณฑ์จากแคนาดา เม็กซิโก หรือที่อื่น ๆ และแม้แต่เทสลาซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีความเป็นอเมริกันมากที่สุด ก็ยังคงมีส่วนประกอบที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ในรถยนต์ของพวกเขา”
แม้แต่รถยนต์ที่ประกอบในสหรัฐฯ หรือมีชิ้นส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ก็อาจต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์พยายามกระจายต้นทุนใหม่ไปยังผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ Cox Automotive คาดการณ์ว่าราคารถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15%-20% ซึ่งรวมถึง รถยนต์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีราคาอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 5%
ภาษียานยนต์เหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาต่อความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยทำให้รถยนต์ที่จากเดิมมีราคาต่ำ กลายเป็นราคาสูงขึ้นหรือในบางกรณีราคารถยนต์ก็อาจเกิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน เช่น Hyundai Venue ซึ่งเป็นรถ SUV ขนาดเล็กที่มีราคาขายเฉลี่ยปัจจุบันที่ 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้ภาษีรถยนต์ของประธานาธิบดีทรัมป์ ราคารถอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 28,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน
นาง Erin Keating จาก Cox Automotive กล่าวว่า “รถ SUV ขนาดเล็กและครอสโอเวอร์ที่มีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐนั้นเป็นรถที่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ และเกือบทั้งหมดผลิตในต่างประเทศ ดังนั้น รถทุกรุ่นเหล่านี้จะถูกเก็บภาษี 25%”