ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะมีการขยายตัวจาก 20,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 41,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 7.99% ต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2033 การขยายตัวของตลาดนี้ได้รับอิทธิพลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในหมู่วัยรุ่น นักกีฬา และพนักงานบริษัท ทำให้ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ โดยมีปัจจัยจากนวัตกรรมด้านรสชาติ ทางเลือกที่ปราศจากน้ำตาล และส่วนผสมที่มีประโยชน์ รวมทั้ง ผู้บริโภคมองหาเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและส่วนผสมอื่นๆที่ให้พลังงานเพื่อเพิ่มความตื่นตัวและประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากการเลือกซื้อเครื่องดื่มชูกำลังจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Red Bull, Monster, Rockstar และ Celsius แล้ว ผู้บริโภคยังหันไปเลือกแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังอื่นๆ ที่เน้นการใช้ส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิกและดีต่อสุขภาพมากขึ้น
สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Institutes of Health – NIH) ระบุว่า เครื่องดื่มชูกำลังเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวในสหรัฐฯ รองจากวิตามินรวม โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุระหว่าง 18-34 ปี และเกือบหนึ่งในสามของวัยรุ่นอายุ 12-17 ปีดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำเช่นกัน
จากการเก็บข้อมูลของบริษัทวิจัยทางการตลาดและผู้บริโภค NielsenIQ (NIQ) ตั้งแต่เดือนก.พ. 2024 – ก.พ. 2025 พบว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯสูงถึง 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อน โดยยอดขายนี้รวมเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มชูกำลังแบบช็อต (Energy Shots) จากทุกช่องทางการขายปลีก นอกจากนี้ เครื่องดื่มชูกำลังของร้านค้าปลีกที่ผลิตภายใต้แบรนด์ของร้านเอง (Private label) ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เติบโตสูง ที่ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนยอดขายเพียง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐแต่มีการเติบโตถึง 120%
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯ
ยอดขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น
จากการสำรวจของ NielsenIQ ว่าผู้บริโภคซื้อเครื่องดื่มชูกำลังจากช่องทางใดบ้างในช่วง ม.ค. 2024 – ม.ค. 2025 พบว่าร้านค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าราคาถูกมียอดขายเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนี้
• ยอดขายที่ร้าน 1 ดอลลาร์สโตร์เพิ่มขึ้น 17%
• ยอดขายที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 11%
• ยอดขายที่ร้านค้าปลีกสำหรับสมาชิกเท่านั้นเพิ่มขึ้น 6%
ในขณะเดียวกันยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังที่ร้านสะดวกซื้อลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 4.4% จากช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ Monster ซึ่งตั้งอยูที่เมืองโคโรนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ตามรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของบริษัท Monster Beverage Corp. พบว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลัง Monster ในร้านสะดวกซื้อเพิ่มสูงขึ้น
Monster เป็นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังอันดับ 2 ในสหรัฐฯ รองจาก Red Bull มีรายงานว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลัง Monster ในไตรมาสที่ 4 ปี 2024 มีมูลค่าอยู่ที่ 1.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ยอดขายสุทธิของ Monster ทั้งปี 2024 อยู่ที่ 7.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% จากปีก่อน ในขณะที่ Red Bull มียอดขายสุทธิในปี 2024 อยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อนมีการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้น
ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเครื่องดื่มชูกำลังทั้งทางหน้าร้านและออนไลน์ ทำให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างพากันซื้อกิจการแบรนด์ที่กำลังเติบโตในราคาที่ค่อนข้างสูง เช่น
• บริษัท Celsius Holdings ได้เข้าซื้อบริษัท Alani Nutrition และแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง Alani Nu ในมูลค่าประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
• บริษัท Keurig Dr Pepper เข้าถือหุ้น 60% ในบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง Ghost Beverages ด้วยมูลค่าประมาณ 990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
• บริษัท Keurig Dr Pepper ซื้อหุ้นประมาณ 30% ใน Nutrabolt บริษัทแม่ของเครื่องดื่มชูกำลัง C4 Energy ด้วยมูลค่า 863 ดอลลาร์สหรัฐ
• บริษัท PepsiCo เคยจ่าย 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อถือหุ้น 8.5% ในบริษัท Celsius Holdings
แม้ว่าแรงจูงใจหลักในการเข้าซื้อกิจการเหล่านี้จะเป็นการเพิ่มรายได้และผลกำไร แต่ยังมีเหตุผลอื่นๆ ในการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังอีก เช่น ในบางกรณีบริษัทที่ถูกซื้อกิจการมีเทคโนโลยีในการผลิตหรือสิทธิบัตรที่บริษัทผู้ซื้อสามารถนำไปใช้ได้ หรืออาจเป็นการซื้อเครือข่ายการจัดจำหน่ายในสหรัฐฯ พร้อมทั้งหาช่องทางในการกระจายสินค้าสู่ตลาดโลก
แนวโน้มตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐอเมริกา
ความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานที่สะดวกต่อการบริโภค
ความต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มพลังงานที่สะดวกและหาซื้อได้ง่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบผู้บริโภคมองหาวิธีที่รวดเร็วและง่ายในการลดความอ่อนล้าและเพิ่มความตื่นตัว เครื่องดื่มชูกำลังจึงเป็นทางเลือกที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน นักศึกษา และนักกีฬาที่ต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ความสะดวกในการพกพาและการมีให้เลือกหลายขนาด หลายรสชาติก็ทำให้ผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มเหล่านี้เพื่อบริโภคแม้ขณะเดินทาง
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ร้านค้าปลีกเริ่มผลิตเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์ของร้านเอง (Private label) เช่น ในเดือนสิงหาคม 2024 บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ 7-Eleven, Inc. ได้เปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ ได้แก่ เครื่องดื่มชูกำลัง 7-Select Fusion Energy และเครื่องดื่มให้ความสดชื่นระดับพรีเมียม 7-Select Rehydrate ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ และวางจำหน่ายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, Speedway, และ Stripes ทุกสาขาทั่วสหรัฐฯ
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
ผู้บริโภคในสหรัฐฯ หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นและมองหาเครื่องดื่มชูกำลังที่มีประโยชน์เพิ่มเติมต่อสุชภาพ เช่น การเติมวิตามิน อิเล็กโทรไลต์ ปริมาณน้ำตาลที่ลดลง และส่วนผสมจากธรรมชาติ เครื่องดื่มชูกำลังโดยทั่วไปมักจะมีส่วนผสมของน้ำอัดลม คาเฟอีน น้ำตาล สารกระตุ้น สมุนไพร วิตามิน กรดอะมิโน สารต้านอนุมูลอิสระ สารแต่งกลิ่น และสีผสมอาหาร โดยเครื่องดื่มชูกำลังของแต่ละแบรนด์จะแตกต่างกันที่สัดส่วนของส่วนผสมและแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์
คาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลังสามารถหาได้จากแหล่งธรรมชาติหรือสังเคราะห์ และปริมาณคาเฟอีนอาจแตกต่างกันไปตั้งแต่ 70-240 มิลลิกรัมในกระป๋องหรือขวดขนาด 16 ออนซ์ ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มชนิดอื่นเช่น น้ำอัดลมทั่วไปขนาด 12 ออนซ์มีคาเฟอีนประมาณ 35 มิลลิกรัม หรือกาแฟขนาด 8 ออนซ์ มีคาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัม เพื่อรองรับเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่รักการออกกำลังกาย นักกีฬา และผู้ที่ต้องการเพิ่มสมรรถภาพร่างกายและสุขภาพโดยรวม เครื่องดื่มชูกำลังบางแบรนด์โฆษณาว่าไม่ใช้สารสังเคราะห์ใดๆ เลย และลดจำนวนส่วนผสมให้เหลือน้อยที่สุด เช่น เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ Positive Beverage จากรัฐแคลิฟอร์เนียก็เป็นหนึ่งแบรนด์ที่เน้นเรื่อง Clean Label (สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์) โดยเครื่องดื่มชูกำลัง Positive Beverage มีเพียงส่วนผสมของสารสกัดจากชาเขียว สตีเวีย สารแต่งรสที่สกัดมาจากธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีสีผสมอาหารและไม่มีสารให้ความหวาน เช่น Sucralose หรือ Erythritol เลย
นาง Shannon Argyros ประธานกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง Positive Energy กล่าวว่าแรงจูงใจในการสร้าง Positive Energy คือการมอบเครื่องดื่มชูกำลังที่ดีขึ้นให้กับลูกชายของเธอเอง Positive Energy เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่สะอาดที่สุดในตลาดปัจจุบัน และไม่มีอะไรที่ไม่จำเป็นอยู่ในเครื่องดื่มนี้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทำให้ Positive Energy แตกต่างจากแบรนด์อื่น

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯ

นอกจากส่วนผสมที่สะอาดและปลอดภัย สีสังเคราะห์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น ผู้บริโภคในปัจจุบันมักหาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสมและเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง ตั้งใจตรวจสอบฉลากและมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ
นวัตกรรมใหม่ในผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาด
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเพิ่มรสชาติใหม่ การคิดค้นเครื่องดื่มสูตรใหม่ เช่น เครื่องดื่มที่มีพืชเป็นส่วนประกอบหลักหรือใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาด บริษัทผลิตเครื่องดื่มชูกำลังต่างพากันขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่มออร์แกนิก เครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ เครื่องดื่มสูตรไร้น้ำตาล หรือเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
นอกจากนี้ กลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ เช่น การเจาะกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวผ่านอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย และการเป็นสปอนเซอร์ให้กับการแข่งขันกีฬา ก็ช่วยทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม (Engagement) กับแบรนด์มากขึ้น
การใช้พรีเซ็นเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังนำมาใช้ เช่น ในเดือนตุลาคม 2024 บริษัท Nutrabolt ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ C4 Energy แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมทั้งให้ Kevin Hart นักแสดงตลกและนักธุรกิจชื่อดังเป็นพรีเซ็นเตอร์

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯ
การคาดการณ์การเติบโตในอนาคต
ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตไปในทิศทางที่ดี บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Mintel คาดการณ์ว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่แบรนด์เครื่องดื่มชูจะต้องยังคงคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด Innova Market Insights พบว่าเครื่องดื่มชูกำลังที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 3% ตั้งแต่ปี 2020-2024 ในภูมิภาคอเมริกาเหนือมีการเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลังใหม่ๆ ถึง 7% ของการเปิดตัวเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมทั้งหมด โดยสหรัฐอเมริกามีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020-2024  และคาดว่าจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกในอนาคตโดยจะมุ่งเน้นไปที่ส่วนผสมที่มีประโยชน์ เช่น อิเล็กโทรไลต์ วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีน เป็นต้น
นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาดและเทคโนโลยี Circana พบว่าการเพิ่มรสชาติใหม่ให้กับเครื่องดื่มชูกำลังและนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok Shop จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าการหาพื้นที่วางจำหน่ายในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่
ข้อเสนอแนะจากสคต.นิวยอร์ก
ผู้บริโภคในสหรัฐฯ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กำลังมองหาเครื่องดื่มชูกำลังที่ดีต่อสุขภาพ มีน้ำตาลต่ำ เสริมวิตามิน อิเล็กโทรไลต์ และมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดเครื่องดื่มชูกำลังสู่สหรัฐฯ โดยเน้นจุดขายของเครื่องดื่มชูกำลังไทยที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและสมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ ขมิ้น ขิง โสม หรือใบเตย ที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มพลังงานและตอบโจทย์เทรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ และผู้ประกอบการสามารถนำเสนอรสชาติแปลกใหม่และความเป็นเอกลักษณ์ของไทยโดยใช้ผลไม้เมืองร้อน เช่น มะม่วง เสาวรส ลิ้นจี่ มะพร้าว หรือรสชาไทย เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องการลองสิ่งใหม่ๆ และสร้างความแตกต่างจากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังอื่นๆ นอกจากจุดขายทางด้านรสชาติแล้ว ผู้ประกอบการสามารถใช้กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ ทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ในกลุ่มฟิตเนส เกมเมอร์ และไลฟ์สไตล์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นในสหรัฐฯ ด้วย

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง Food Business News, Researchandmarket.com
thThai